www.engineerthailand.com เวบไซต์สำหรับวิศวกรไทย และนักศึกษาวิศวกรรม รวบรวมความรู้ พัฒนาวิศวกรไทยสู่ความเป็นเลิศ                                                                                                                                                                                                                                          
 
 สถิติวันนี้ 9 คน
 สถิติเมื่อวาน 175 คน
 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด
5810 คน
235104 คน
1411418 คน
เริ่มเมื่อ 2012-11-03

การหาปริมาณความชื้น (Measurment of Moisture Content)

- การหาปริมาณความชื้น โดยหลักการแล้วสามารถทำโดยนำวัตถุดิบที่ต้องการหาความชื้น มาชั่งน้ำหนักแล้วบันทึกค่าไว้เป็น มวลวัตถุเริ่มต้น จากนั้นจึงนำมาอบในตู้อบที่อุณหภูมิ 80-100 °C จนกระทั่งน้ำหนักไม่เปลี่ยนแปลงจากนั้นบันทึกค่าไว้เป็น มวลวัตถุที่แห้ง แล้วนำมาคำนวนตามสูตร  
     
% ความชื้น(ต่อน้ำหนักเปียก) = ( มวลวัตถุเริ่มต้น - มวลวัตถุที่แห้ง)x100/ มวลวัตถุเริ่มต้น
% ความชื้น(ต่อน้ำหนักแห้ง) = ( มวลวัตถุเริ่มต้น - มวลวัตถุที่แห้ง)x100 /มวลวัตถุที่แห้ง
     
  ตัวอย่างการคำนวนหา % ความชื้น (Percentage Moisture)  
  สมมิติว่ามีตัวอย่างดิน 100.0 กรัม หลังจากอบแห้งที่ 100° C จนน้ำหนักคงที่ ชั่งน้ำหนักได้ 87.0 กรัม เปอร์เซ็นต์ความชื้น มีค่า เท่าไร (ให้ขึ้นกับน้ำหนักเริ่มต้น)  
  น้ำหนักของความชื้น = 100.0 - 87.0 = 13.0 กรัม  
  % ความชื้น (เปียก) =(100.0 - 87.0)*100/100 = 13%  
  % ความชื้นขึ้นกับน้ำหนักแห้ง =(100.0 - 87.0)*87/100= 14.94%  
แต่การใช้ตู้อบนั้นจะใช้เวลานานซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมงในการอบ โดยปัจจุบันนี้มีเครื่องมือในการหาปริมาณความชื้นมากมาย เช่น
     
1.The Sauter Infra-red Moisture Bance เครื่องมือนี้จะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่ให้ความร้อน (Infrared Lamp) และ ส่วนที่วัดน้ำหนัก (Balance Weight) ดัวรูปข้างล่าง
     
  วิธีใช้ ใส่วัตถุดิบที่ต้องการหาความชื้น ลงในจาน(plate) กดปุ่ม เริ่มทำงาน (start) แล้วรอประมาณ 5-15 นาที (ขึ้นอยู่กับแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น) เครื่องก็จะอ่านค่าความชื้นให้ อัตโนมัติเป็นเปอร์เซ็นต์  
     
 

หลักการทำงาน เมื่อนำวัตถุดิบใส่ในจานประมาณ 10 กรัม แล้วกดปุ่มเริ่ม
ทำงาน (start) เครื่องจะทำการวัดน้ำหนักที่ชั่งไว้แล้วเก็บข้อมูลเป็น w1 แล้ว
เครือ่งก็จะทำการให้ความร้อน จากInfrared lamp เมื่อเวลาผ่านไปเป็นเวลา
t1 เครื่องก็จะทำการวัดน้ำหนักเป็น w2 จากนั้น ก็จะให้ความร้อนอีกครั้ง
เป็นเวลา t2 แล้วจึงวัดน้ำหนักเป็น w3 โดยตัวเครื่องจะนำค่า w3 นี้ ไปเปรียบเทียบกับ w2 ว่ามีค่าน้อยกว่าหรือไม่หาก w3 มีค่าน้อยกว่า w2 เครือ่งก็จะทำงาน ต่อ ไปจนกระทั้งถึงเวลาที่ tn ใด ๆหรือน้ำหนักไม่ลดลงอีกแล้วเครื่องก็จะ ทำการยุติการให้ ความ ร้อน แล้วคำนวนปริมาณความชื้นออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ที่หน้าปัด

 
     
  การรายงานผล ควรทำการทดสอบอย่างน้อย 3 ครั้ง แล้วจึงนำผลที่ได้แต่ละครั้งมาหาค่าเฉลี่ย  
   
   
   
  2.The Speedy Moisture Tester เครื่องมือวัดความชื้นชนิดนี้ จะวัดความชื้นโดยอาศัย ความดันภายในกระบอก เวสเซล (Seal Vessel) โดยวัตถุดิบที่จะวัดความชื้นจะถูกนำ ผสมกับ calcium carbide โดยความดันจะเกิดจากก๊าซ acetylene โดยก๊าซตัวนี้จะแปรผันตรงกับปริมาณความชื้นในวัตถุดิบ  
     
  วิธีใช้ ผสมวัตถุดิบที่ต้องการวัด กับ calcium carbide ลงในกระบอก เวสเซล (Seal Vessel) ปิดฝาแล้วเขย่า ส่วนความชื้นอ่านได้โดยตรง จากเกจวัดความดัน คล้าย ๆ กับเกจวัดความดัน ถังก๊าซหุงต้มภายในบ้านทั่วไป

 

การลดความชื้น

 
 
การใช้แสงอาทิตย์
 
 
 
การใช้เครื่องอบ
   

การใช้แสงอาทิตย์ เป็นแหล่งความร้อน โดยมีการเคลื่อนที่ของอากาศเป็นตัวช่วยพาความชื้นออกจากเมล็ด ทำให้ความชื้นของเมล็ดลดลง เป็นวิธีการที่ประหยัด ไม่ยุ่งยาก แต่มีข้อเสียคือ ใช้แรงงานและพื้นที่ในการตาก และไม่สามารถควบคุมคุณภาพข้าวได้

         : การตากข้าวในนา ทำให้เกิดการสูญเสีย ทั้งน้ำหนัก และคุณภาพข้าว น้ำหนักข้าวลดลง เนื่องจากถูก นก หนู ทำลายขณะตาก เกิดการร่วงหล่นขณะตาก และขนย้าย ส่วนการสูญเสียคุณภาพ เพราะการตากข้าวทิ้งไว้ในนา ในตอนกลางวันข้าวได้รับอุณหภูมิสูงจากแสงแดด ความชื้นของเมล็ดลดลง ข้าวแห้ง ขณะที่ช่วงกลางคืน อุณหภูมิลดต่ำลง ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศสูงขึ้น ข้าวจึงดูดความชื้นกลับเข้าไปอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงความชื้นภายในเมล็ดข้าว แห้งและชื้นสลับกัน ทำให้เกิดการร้าวใน เมล็ด เมื่อนำข้าวไปนวดหรือสี จึงเกิดการแตกหัก คุณภาพการสีลดลง นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อม เช่น ข้าวเปียกน้ำค้างในเวลากลางคืน หรือเปียกฝนในระหว่างการตาก

การตากข้าว
ตากข้าวในนา

ระยะเวลาที่ตากข้าวในนาทีมีผลต่อคุณภาพการสี

        : การตากลาน ปัจจุบันการใช้รถเกี่ยวนวด ทำให้เกษตรกรขายข้าวสด(ชื้น)ให้พ่อค้าทันที ดังนั้นภาระในการลดความชื้นจึงอยู่ที่พ่อค้า หรือโรงสี แต่เกษตรกรบางกลุ่มยังคงตากข้าวลดความชื้นเอง หรือเพื่อเก็บไว้ทำเมล็ดพันธุ์ ซึ่งการตากข้าวบนลานมีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้

        1. ทำความสะอาดลานตาก ควรมีวัสดุสะอาดและแห้งรองรับเมล็ด เช่นผ้าใบหรือเสื่อที่สานด้วยไม้ไผ่ ฯลฯ ไม่ควรตากกับพื้นซีเมนต์หรือถนนโดยตรง เพราะเมล็ดอาจได้รับความร้อนสูงเกินไป

        2. ความหนาของกองข้าวที่ตากควรหนาประมาณ 5 – 10 ซม. การตากหนาเกินไปจะทำให้การระบายอากาศไม่ดี ข้าวแห้งช้า การตากบางเกินไป ทำให้อุณหภูมิข้าวสูงมีผลต่อความงอกของข้าวได้ ระหว่างการตากควรหมั่นกลับกองข้าวทุกๆ 2 ชั่วโมงหรือวันละ 4 ครั้ง เพื่อให้ลดความชื้นได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ

        3. ควรมีวัสดุคลุมกองข้าวเพื่อป้องกันน้ำค้างหรือฝน

        4. ไม่ควรตากข้าวนานเกินไป ระยะเวลาในการตากข้าว ขึ้นอยู่กับความชื้นเริ่มต้น ความหนาบางของข้าวขณะตาก และความบ่อยครั้งในการกลับ ตลอดจนระดับความชื้นที่ต้องการ โดยทั่วไป หากความชื้นลดลงเหลือประมาณ 12 – 14 % จึงหยุดตาก

การตากลาน

วัสดุคลุมกองข้าว



- การใช้เครื่องอบ วิธีนี้มีข้อดีคือ สามารถปฏิบัติได้ในทุกสภาวะอากาศ แม้ว่าฝนจะตกหรือมีแสงแดดน้อย ใช้พื้นที่น้อย สามารถควบคุมการลดความชื้น ให้อยู่ในระดับตามต้องการ สามารถควบคุมป้องกันความเสียหายต่อคุณภาพข้าวได้ แต่มีข้อเสีย คือ ค่าใช้จ่ายสูง และการปฏิบัติยุ่งยาก

เครื่องอบข้าว
Continuous-flow dryer

Batch-in-bin dryer
Recirculating batch dryer


เครื่องวัดค่าความชื้นในเนื้อไม้

ในปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับไม้ ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญในประเทศไทย และไม้ยางพาราก็เป็นไม้อีกชนิดหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย เช่น ในงานอุตสาหกรรมทำเฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งไม้ยางพารานี้เป็นไม้เชิงพาณิชย์ที่สำคัญ
แต่ในการนำมาใช้งานนั้นจะต้องมีการแปรรูปไม้ยางพาราดิบเสียก่อน เนื่องจากไม้ยางพาราเป็นไม้เนื้ออ่อน ในการแปรรูปจึงต้องมีการอบไม้ยางพารา เพื่อให้เนื้อไม้ที่จะนำไปใช้งานนั้น มีความชื้นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด เนื่องจากความชื้นที่อยู่ในเนื้อไม้นี่เองที่จะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดปัญหาเชื้อราในเนื้อไม้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อายุการใช้งานของไม้สั้นลง
ดังนั้นในการอบไม้ จึงต้องคำนึงถึงค่าความชื้นในเนื้อไม้ ว่าจะต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดเป็นหลัก แต่โดยทั่วไปการอบไม้ที่ได้กระทำกันอยู่ในปัจจุบันนั้น มิได้มีการวัดค่าความชื้นแต่อย่างใด เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ผู้ทำการอบไม้จะใช้ประสบการณ์ และการสังเกตุแทนที่จะต้องซื้อเครื่องมือวัดค่าความชื้นที่มีราคาแพงจากต่างประเทศมาใช้งาน ซึ่งเป็นเหตุให้การอบไม้ไม่มีประสิทธิภาพ มีไม้จำนวนมากที่ไม่มีคุณภาพหลังจากการอบ เช่น ไม้เกิดการบิดงอ หรือเสียรูปทรง เกิดเชื้อราในเนื้อไม้ภายหลังเนื่องจากความชื้นในเนื้อไม้ยังมีค่าเกินมาตรฐานหลังการอบ เป็นต้น
คณะผู้จัดทำโครงงานจึงได้เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการอบไม้โดยไม่มีมาตรฐานนี้ จึงทำการคิดแก้ไขปัญหา โดยการออกแบบเครื่องมือวัดค่าความชื้นในเนื้อไม้ ที่จะนำไปใช้งานในการอบไม้ยางพารา และไม้เนื้ออ่อนนี้ขึ้น โดยอาศัยหลักการของการวัดค่าความต้านทานทางไฟฟ้าที่มีผลกระทบโดยตรง จากค่าความชื้นที่อยู่ในเนื้อไม้แล้วนำมาประมวลผลด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ เพื่อหาค่าความชื้นที่มีอยู่ในเนื้อไม้ จากนั้นจะทำการแสดงผลบนจอแสดงผล และจะทำการส่งข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ทางพอร์ตสื่อสารแบบอนุกรมเพื่อที่จะนำข้อมูลที่ได้ไปประยุกต์ใช้งานอื่น ๆ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาการอบไม้ดังที่กล่าวมาข้างต้น และเป็นการลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศอีกทางหนึ่ง


เครื่องวัดค่าความชื้นเมล็ดพันธุ์พืช ยี่ห้อ "KETT" Japan รุ่น PM-410 แบบ 4036 เพียง 25000 บาท


 

รายละเอียด: เครื่องวัดค่าความชื้นเมล็ดพันธุ์พืช ยี่ห้อ "KETT" Japan รุ่น PM-410 แบบ 4036

1. สามารถบรรจุปริมาตรได้มาก
2. สามารถวัดค่าความชื้นเมล็ดพันธุ์ได้ 12 ชนิด จากโปรแกรม
3. กดปุ่มค่าเฉลี่ยหลังการวัดค่า 9 ครั้ง
4. สามารถวัดความชื้นได้ตั้งแต่ 6.0-40.0%
5. เครื่องมีระบบปิดอัตโนมัติหลังจากไม่ได้ใช้งาน 3 นาที
6. ชดเชยอุณหภูมิเนื่องจากเมล็ดพันธุ์ 0-40 องศาเซลเซียส
7. ไม่ต้องเตรียมตัวอย่างก่อนวัด
8. ใช้แบตเตอรี่ชนิด AA 4 ก้อน
9. น้ำหนักเครื่อง 1 กิโลกรัม

ชนิดเมล็ดพันธุ์พืช และค่าความชื้น

Wheat ข้าวสาลี 6.0-40.0%        
Barley ข้าวบาร์เล่ห์ 6.0-40.0%
Corn ข้าวโพด 6.0-40.0%
Soybean ถั่วเหลือง 6.0-30.0%
Cannola 6.0-30.0%
Rye ข้าวไรย์ 6.0-30.0%
Oats ข้าวโอ๊ต 6.0-30.0%
Sorgrum ข้าวฟ่าง     6.0-30.0%
Sunflower (Large,Medium) ทานตะวัน 6.0-30.0%
Sunflower (Small) 6.0-20.0%
Paady ข้าวเปลือกเมล็ดสั้นยาว 8.0-35.0%
Rice (Long) ข้าวจ้าวยาว 9.0-20.0%



คลิ๊กนี้มีความหมาย

Copyright (c) 2011 by www.engineerthailand.com